บุคคลค้ำประกันคือใคร ความเสี่ยงและวิธีป้องกันตัว admin, 21/10/202515/10/2025 เวลาพูดถึงการกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน คำที่มักโผล่ขึ้นมาเสมอคือ “ผู้ค้ำประกัน” หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพียงการช่วยเซ็นชื่อเพื่อให้เพื่อน ญาติ หรือคนรู้จักสามารถกู้ยืมได้ง่ายขึ้น แต่ในความจริงแล้ว บทบาทของผู้ค้ำประกันมีน้ำหนักมากกว่านั้นหลายเท่า เพราะกฎหมายกำหนดให้ผู้ค้ำมีความรับผิดชอบแทบไม่ต่างจากตัวผู้กู้เอง หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ผลกระทบจะตกมาถึงผู้ค้ำโดยตรง ซึ่งในบางกรณีอาจทำให้ชีวิตการเงินสั่นคลอนแบบที่ไม่เคยคิดมาก่อน การค้ำประกันคืออะไร การค้ำประกันตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 หมายถึงการที่บุคคลหนึ่งตกลงรับผิดชอบหนี้แทนลูกหนี้ หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งทำให้ผู้ค้ำต้องมีพันธะผูกพันทางกฎหมายกับเจ้าหนี้ทันที การค้ำอาจใช้กับหนี้ประเภทเงินกู้ สัญญาเช่าซื้อ บัตรเครดิต หรือแม้แต่การทำสัญญาธุรกิจที่ต้องมีหลักประกันเพิ่ม ในสายตาของธนาคารหรือสถาบันการเงิน การมีผู้ค้ำคือการลดความเสี่ยง เพราะหากลูกหนี้ตัวจริงผิดนัดก็ยังมีผู้ค้ำเป็นตัวสำรองในการรับผิดชอบ แต่ในมุมของผู้ค้ำเอง นั่นหมายถึงการต้องยอมเสี่ยงต่อการรับผิดแทนในหนี้ที่ตนไม่ได้ใช้เงินไปจริง ๆ ความเสี่ยงที่ผู้ค้ำประกันต้องเจอ การเป็นผู้ค้ำอาจดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณาอย่างจริงจังจะพบว่าความเสี่ยงมีมากมาย และหลายข้อสามารถเปลี่ยนอนาคตได้เลย 1. ความเสี่ยงทางการเงิน หากลูกหนี้ผิดนัดชำระ เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องให้ผู้ค้ำจ่ายแทนได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเงินต้น ดอกเบี้ย หรือค่าปรับใด ๆ ทั้งสิ้น โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องผู้กู้ก่อนเสมอไป การเป็นผู้ค้ำจึงเหมือนยอมรับภาระหนี้ก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว 2. ความเสี่ยงทางกฎหมาย หากผู้ค้ำไม่สามารถชำระหนี้แทนได้ เจ้าหนี้มีสิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ค้ำถูกบังคับคดี ยึดทรัพย์ หรือแม้กระทั่งถูกฟ้องล้มละลายได้ กฎหมายไทยค่อนข้างเข้มงวดในส่วนนี้ และมักไม่เปิดช่องให้ผู้ค้ำหลีกเลี่ยงง่าย ๆ 3. ความเสี่ยงด้านเครดิตและอนาคตทางการเงิน ชื่อเสียงทางการเงินหรือเครดิตบูโรของผู้ค้ำจะเสียหากมีการผิดนัดชำระ ส่งผลให้การกู้ยืมในอนาคตยากขึ้น หรือบางครั้งแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับการกู้บ้าน กู้รถ หรือแม้กระทั่งสมัครบัตรเครดิต 4. ความเสี่ยงด้านความสัมพันธ์ กรณีผู้กู้เป็นเพื่อนหรือญาติ หากเกิดปัญหาผิดนัดชำระ อาจนำไปสู่ความบาดหมาง ความไม่เข้าใจ และการสูญเสียความสัมพันธ์ที่เคยดีต่อกัน บางครอบครัวถึงขั้นแตกหักเพราะเรื่องการค้ำประกัน กฎหมายไทยเกี่ยวกับการค้ำประกัน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีบทบัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำ เช่น มาตรา 681 ระบุว่าการค้ำต้องทำเป็นหนังสือ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับไม่ได้ มาตรา 686 กำหนดว่าผู้ค้ำมีสิทธิขอให้เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ก่อน แต่ในสัญญาส่วนใหญ่จะมีการตัดสิทธินี้ออก ทำให้เจ้าหนี้สามารถฟ้องผู้ค้ำได้ทันที มาตรา 690 ผู้ค้ำสามารถค้ำเพียงบางส่วนของหนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องค้ำเต็มจำนวนเสมอไป แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ผู้ค้ำมีสิทธิป้องกันตนเองบ้าง แต่ในทางปฏิบัติ สัญญาส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าหนี้ ทำให้ผู้ค้ำกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ วิธีป้องกันตัวหากจำเป็นต้องค้ำประกัน แม้จะมีความเสี่ยง แต่บางครั้งเราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเป็นผู้ค้ำได้ โดยเฉพาะในครอบครัวหรือสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงควรรู้วิธีป้องกันตัว ตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียด อ่านทุกเงื่อนไข โดยเฉพาะวงเงินที่ค้ำ ระยะเวลาการค้ำ และข้อกำหนดเรื่องการรับผิดชอบ ค้ำเท่าที่จำเป็น หากเป็นไปได้ ควรค้ำเพียงบางส่วน ไม่ใช่เต็มจำนวน เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดปัญหา ติดตามการชำระหนี้ ขอให้ผู้กู้ส่งหลักฐานการจ่ายหนี้เป็นระยะ เพื่อมั่นใจว่าไม่มีการค้างชำระ ทำข้อตกลงส่วนตัวกับผู้กู้ เช่น หากผู้กู้ผิดนัดจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเพิ่มเติมให้ผู้ค้ำ ใช้หลักทรัพย์ค้ำแทนบุคคล หากเป็นไปได้ ควรแนะนำให้ผู้กู้ใช้บ้านหรือที่ดินค้ำประกันแทนการหาผู้ค้ำ หลีกเลี่ยงการค้ำในกรณีที่ไม่มั่นใจ หากผู้กู้ไม่มีความมั่นคงทางการเงิน หรือมีประวัติไม่รับผิดชอบการเงินมาก่อน การปฏิเสธคือการปกป้องอนาคตของตัวเอง มุมมองด้านจิตวิทยาและสังคม การค้ำมักเกิดจากแรงกดดันทางสังคมและความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการเกรงใจ ไม่อยากเสียเพื่อน หรือรู้สึกว่าการปฏิเสธคือการทำร้ายจิตใจอีกฝ่าย แต่สิ่งที่ควรจำไว้คือ การค้ำไม่ใช่เพียงการช่วย แต่คือการเสี่ยงชีวิตการเงินของเรา การพูดปฏิเสธอย่างนุ่มนวลและมีเหตุผล เช่น การอธิบายว่าไม่พร้อมรับความเสี่ยง หรือมีแผนทางการเงินของตัวเองอยู่แล้ว จะช่วยลดแรงกดดันได้ บุคคลค้ำประกันคือผู้ที่เข้ามารับผิดชอบหนี้แทนหากผู้กู้ไม่สามารถชำระได้ ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือการนำชีวิตทางการเงินของตัวเองไปผูกพันกับหนี้ของคนอื่น ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่เรื่องการเงิน แต่ยังรวมถึงผลทางกฎหมาย ความเสียหายต่อเครดิต และความสัมพันธ์ที่อาจพังทลาย ดังนั้น หากใครกำลังจะเซ็นชื่อเป็นผู้ค้ำ ควรหยุดและพิจารณาอย่างรอบคอบ ถามตัวเองว่าพร้อมจะรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นจริงหรือไม่ และมีแผนรับมือหากเกิดปัญหาหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว การป้องกันที่ดีที่สุดคือการไม่เสี่ยงตั้งแต่ต้น แต่หากจำเป็นต้องค้ำ ก็ควรทำด้วยความเข้าใจในกฎหมาย เงื่อนไข และมีมาตรการปกป้องตนเองให้มากที่สุด การช่วยเหลือกันเป็นสิ่งดี แต่การช่วยที่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไป ความรัก ความเกรงใจ หรือความหวังดีควรมาพร้อมกับการรู้เท่าทันและวางแผนป้องกันตัวเองเสมอ การเงิน